วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555


พระพุทธรูปร้องไห้


ที่มาของภาพ ;  http://www.dailynews.co.th/sites/default/files/imagecache/620x245/cover/6556.jpg 

            ข่าวพระหลวงพ่อโต วัดไชโย(วัดเกษไชโย-สถานที่พบพระพิมพ์สมเด็จเกศไชโย) ต.ไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง มีน้ำตาไหลคล้ายร้องไห้ปรากฎเป็นข่าวทั้งทางทีวีและหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้ ทำให้หวนคิดถึงประวัติศาสตร์ เมื่อคราวก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตก มีชาวกรุงศรีฯ พบว่าพระพุทธรูปในกรุงศรีฯ ร้องไห้คล้ายเหตุการณ์ในครั้งนี้ ถึง 2 องค์ คือ

1. หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
2. หลวงพ่อ วัดมงคลบพิตร

ซึ่งหลังกรุงแตกทหารพม่าใช้เชือกผูกแขนหลวงพ่อวัดมงคลบพิตรแล้วใช้ช้างดึงจนแขนหัก ลอกทองหุ้มองค์พระไปทั้งหมด




          นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้อีกหลายครั้ง อาทิ เช่น

- พระแซ่ซ้องมิ่งมงคล พระประธาน วัดโพธิมงคล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ มีคราบน้ำตาไหลจากดวงตา หลังเกิดเหตุโจรขโมยพระเครื่องของวัดไปกว่าพันองค์ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2537
- พระประธานในเขต อ.ฝาง ร้องไห้หลังเกิดเหตุไฟไหม้วัด
- หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย อ.วิเศษไชยชาญ จ.อ่างทอง มีเลือดไหลออกจากจมูก เมื่อ ปี พ.ศ.2530 และ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2553 แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น

          โบราณถือว่าพระพุทธรูปร้องไห้ เป็นอาเพศ โดยเหตุอาเพศมีสองอย่างคือ อุบาทว์พระอินทร์ กับอุบาทว์พระพรหม พระพุทธรูปร้องไห้ ถือเป็นหนึ่งในอุบาทว์ 8 จำพวก เช่น พระพุทธรูปร้องไห้ พระพุทธรูปมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหล พระพุทธรูปหัวเราะ ฯลฯ

          พระพุทธรูปร้องไห้ โบราณ ถือเป็น อาเพศ เป็นสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดแหตุร้ายแก่บ้านเมืองนั้นๆ  ต้องแก้ไขโดยทำพิธีสืบชะตาเมืองตามสถานที่สำคัญของเมือง เช่น วัง สถานทีศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง กลางเมือง มุมเมืองทั้งสี่ ประตูเมือง เป็นต้น

          ปัจจุบันไม่ค่อยเชื่อถือเหตุอาเพศดังกล่าวแล้ว เมื่อมีข่าวพระพุทธรูปร้องไห้ หรือ พระพุทธรูปมีเลือดไหล กลับเป็นอะเมซิ่ง เป็นของแปลกอยากเห็น ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปเยี่ยมชม นมัสการวัดนั้นๆ เป็นที่คับคั่ง  

          หลวงพ่อโต วัดไชโย สร้างโดยสมเด็จพุฒาจารย์(โต) ในสมัยรัชกาลที่ 4 ในครั้งแรกยังไม่ได้บรรจุพระสมเด็จเกศไชโย แต่ด้วยท่านได้สร้างขนาดใหญ่มากจึงได้พังทลายลง ต่อมามีการบูรณะในปี พ.ศ.2406 - 2407 สมเด็จพุฒนจารย์(โต) จึงบรรจุพระสมเด็จเกศไชโยไว้ 
    
    ต่อมา พ.ศ.2430 รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างพระวิหารครอบองค์หลวงพ่อโต มีการขุดกระทุ้งกระเทือนไปถึงรากฐานขององค์หลวงพ่อโต จนพังทลายลง พระสมเด็จเกศไชโย จึงแตกกรุในคราวนี้ 
หลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างหลวงพ่อโตองค์ใหม่ทดแทนบนรากฐานองค์เดิม พระราชทานนามว่า "พระมหาพุทธพิมพ์" ตามที่ปรากฎให้เห็นถึงปัจจุบันนี้
           
           พระสมเด็จเกศไชโย สมเด็จพุฒาจารย์(โต) สร้างก่อน สมเด็จวัดระฆัง ถือได้ว่าเป็นพระสมเด็จรุ่นแรกของท่านก็ว่าได้ พุทธคุณเด่นทางคลาดแคล้ว เมตตาโชคลาก ผู้มีชื่อเสียงที่แขวนพระสมเด็จเกศไชโย คือ คุณยอดรัก สลักใจ นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง./


พระสมเด็จเกศไชโย
ที่มาของภาพ ; http://eakkampee.com/cfcAdmin/images/mContent_Image22112552143354.jpg
  

ที่มาของข่าว ; http://www.dailynews.co.th/thailand/6556

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555


หมื่นด้งนคร
แม่ทัพใหญ่คู่พระบารมี พระเจ้าติโลกราช


        หมื่นด้งนคร  แม่ทัพใหญ่ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์พระองค์ที่ 9 ของ เชียงใหม่ ได้รับโปรดเกล้าให้ครองเมืองสำคัญหลายเมือง เช่น เมืองละกอน เมืองเชลียง และ เมืองเชียงชื่น
        หมื่นด้งนคร เจ้าชายผู้อาภัพ ในคราบชาวป่าชาวดอย  เจ้าชายผู้ซื่อสัตย์ต่อราชบัลลังค์ แม้ต้องถวายด้วยชีวิต ก็ยอม
        หมื่นด้งนคร เป็นชื่อที่ แม่ทัพนายกองทัพศรีอยุธยา ได้ยินชื่อเป็นครั่นคร้ามเพราะไม่เคยรบชนะทัพของหมื่นด้งนครแม้แต่เพียงครั้งเดียว หมื่นด้งนครเป็นขุนศึกถึงสามรัชกาล คือ
รัชกาล พญาแสนเมืองมา (รุ่นบิดา)
รัชกาล พญาสามฝั่งแกน และ (รุ่นเดียวกัน)
รัชกาล พระเจ้าติโลกราช(รุ่นลูก)


จวบจนสิ้นหมื่นด้งนครทัพศรีอยุธยาจึงรบชนะและยึดเมืองเชลียงคืนได้
       
ตอนที่ 1 ; กำเนิดเด็กชายด้ง

หลักฐานจากจารึกใบลานวัดพระสิงห์กล่าวถึงหมื่นด้งนครไว้ว่า ;........

        พ.ศ.1932 เดือน 10 เหนือ ราว 624 มาแล้ว พญาแสนเมืองมา ผู้เป็นเจ้าแห่งเมืองเชียงใหม่ ได้เสด็จพระพาสป่าทางทิศใต้ของเมือง เรียกว่า "ป่าแม่วาง"เพื่อล่าสัตว์
        ขบวนเสด็จมาถึง "ป่าแม่วาง" ข้าทาสบริภาษก็ตั้งพลับพลาเพื่อเป็นที่ประทับระหว่างล่าสัตว์ ย่างเข้าวันที่ 6 ก็เกิดฟ้าผ่าไฟไหม้พลับพลาที่ประทับ "แสนหลวง" อำมาตย์คู่ใจ จึงกราบทูลเชิญให้ไปประทับแรมที่บ้านญาติชื่อ "หนานเมือง"
        ฝ่ายหนานเมืองเมื่อทราบว่าพญาผู้เป็นเจ้ามาเยือนถึงหมู่บ้าน ก็ยินดีปรีดายิ่งนัก จัดการหุงหาอาหาร พร้อมจัดที่ประทับให้พระผู้เป็นเจ้า นำลูกสาว นามว่า "แม่นางศรีวรรณ" เข้าถวายงาน ตลอดทั้งคืน.....
        กาลเวลาผ่านไป พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับศรีนครพิงเชียงใหม่ไปแล้ว ใน พ.ศ.1933 จุลศักราช 752 เดือน 6 เหนือ แม่นางศรีวรรณ ก็กำเนิดบุตรเป็นชาย ตั้งชื่อว่า "อ้าย" แสนหลวงจึงกราบบังคับทูลให้พญาแสนเมืองมาทราบ (เกิดก่อนพระเจ้าติโลกราช  18 ปี)

        พออายุได้ขวบเศษเด็ก "อ้าย" มีอุปนิสัยชอบนอนในกระด้ง จึงเรียกชื่อว่า "ด้ง"
        อายุ 8 ขวบ นางศรีวรรณ ผู้เป็นแม่ก็ตาย
        อายุ 12 ขวบ หนานเมือง ผู้เป็นตาก็ตาย


ตอนที่ 2 เข้าวังหลวง



          ใน พ.ศ.1947  หนุ่มน้อย "ด้ง" อายุได้ 14 ปี แสนหลวง จึงนำหนุ่ม "ด้ง"ไปถวายตัวกับ พระนางสุนทรราชเทวี พระราชมารดาของพญาแสนเมืองมา ทรงรับไว้ในฐานะหลานหลวง


           "หนุ่มด้ง" ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในราชสำนัก จนอายุได้ 16 ปี ก็เล่าเรียนศิลปวิทยาการเจนจบทุกกระบวนวิชาของราชสำนักล้านนา ทั้ง มังรายศาสตร์ ธรรมนูญศาสตร์  คชศาสตร์เกี่ยวกับการคล้องช้าง บังคับช้างศึก วิชาพิชัยสงคราม การจัดทัพ



           หลังจากนั้นแสนหลวง จึงนำ "หนุ่มด้ง" ไปฝึกการต่อสู้ การใช้อาวุธ กับ พญาสามล้าน ระหว่างฝึกฝนวิชาต่อสู้การใช้อาวุธ หนุ่มด้ง ได้ชอบพอกับ "แม่นางศรีเมือง" บุตรสาวของพญาสามล้าน



          โดยที่ "แม่นางศรีเมือง" เป็นหญิงที่เติบใหญ่มาในสำนักดาบ ได้รับการฝึกฝนการต่อสู้การใช้การอาวุธมาแต่ยังเล็ก จึงจัดได้ว่าเป็นสตรีล้านนาผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องการต่อสู้ป้องกันตัวและการใช้อาวุธเป็นอย่างดี     



          ด้วยความที่เป็นเด็กหนุ่มที่เฉลียวฉลาดหน่วยก้านฉายแววมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งเป็นหน่อพญาผู้เป็นเจ้า พญาสามล้าน จึงยก "แม่นางศรีเมือง" ให้เป็นศรีภรรยา  หลังแต่งงาน"หนุ่มด้ง"รับราชการในราชสำนักและเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว



          พ.ศ.1945 พญาใสลือไท แห่งเมืองสุโขทัยยกทัพมาตีเวียงละกอน แต่ไม่สำเร็จจึงยกทัพกลับ


         พ.ศ.1952 พญาเวียงละกอน(ลำปาง) ถึงแก่พิราลัย พญาแสนเมืองมา จึงโปรดให้ หนุ่มด้ง ได้บรรดาศักดิ๋เป็น  "หมื่นด้งนคร" และให้ไปครองเวียงละกอน ขณะนั้น "หมื่นด้งนคร" มีอายุเพียง 19 ปี


ตอนที่ 3 ; ศึกเมืองสุโขทัย

            หมื่นด้งนคร และ แม่นางศรีเมือง พญาแห่งเวียงละกอน ปกครองข้าราษฎร์ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ท้องพระคลังมีทรัพย์สินเสบียงอาหารบริบูรณ์

          ต่อมาพญาใสลือไท กษัตริย์อยุธยา(พระมหาธรรมราชาที่ 3 ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1943 - พ.ศ.1962 เมืองสุโขทัยเสียเอกราชให้แก่กรุงศรีอยุธยาในรัชกาลนี้) ทรงใช้อุบายมีพระราชสาสน์ถึง พญาแสนเมืองมา กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ พระราชบิดาของหมื่นด้งนคร ให้ยกทัพไปช่วยรบกับทัพกรุงศรีอยุธยา หวังให้พญาแสนเมืองมาหลงกลอุบายแล้วล้อมจับตัว เพื่อบังคับให้เชียงใหม่เป็นประเทศราชสุโขทัย
          พญาแสนเมืองมา หลงเชื่อยกทัพไปช่วยเมืองสุโขทัย เมื่อไปถึงจึงถูกซุ่มตีทัพแตกหนีกลับมาทางเวียงละกอน ทัพสุโขทัยติดตามมาหวังจับตัวพญาแสนเมืองมาให้ได้ ม้าเร็วแจ้งข่าวให้หมื่นด้งนครทราบ จึงนำทัพไปช่วย พญาแสนเมืองมาไว้ได้ทัน

          มีหลักฐานปรากฎว่าระหว่างแม่นางศรีเมืองกำลังตั้งครรภ์ หมื่นด้งนครไปราชการที่เชียงใหม่ ได้มีศึกเจ้าเมืองใต้มาประชิดเมือง(เข้าใจว่าเป็นเมืองสุโขทัย) แม่นางศรีเมืองจึงแต่งเป็นชายนำทัพออกรบ หมื่นด้งนครทราบเรื่องจึงยกทัพมาช่วยตีข้าศึกแตกพ่ายไป สถานที่รบได้สร้างวัดไว้ชื่อ "วัดพระธาตุจอมปิง" ส่วนบุตรในท้องเมื่อเกิดมาจึงให้ชื่อว่า "หาญแต่ท้อง"
         

ตอนที่
4
 ; ศึกทัพสุโขทัย&พะเยา ล้อมเมืองเชียงใหม่


พ.ศ.1954 พญาแสนเมืองมา สวรรคต พระเจ้าสามฝั่งแกน ขึ้นครองราชย์สมบัติขณะมีพระชนม์เพียง 13 พรรษา ท้าวยี่กุมกามเจ้าเมืองพะเยาซึ่งเป็นพระเชษฐา ไม่ยอมรับ ไปขอพึ่งพญาใสลือไท แห่งกรุงสุโขทัย ให้ยกทัพมาล้อมเมืองเชียงใหม่ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ปรากฎเรื่องราวของหมื่นด้งนคร แต่ปรากฎนักรบในหน้าประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ อีกหลายท่าน อาทิ



หาญยอดใจเพชร นักรบเมืองเชียงใหม่ผู้ชำนาญเพลงดาบเขน เป็นตัวแทนชาวเชียงใหม่ เดิมพันรบตัวต่อตัวกับนักดาบสุโขทัย ใครชนะถือว่าทัพฝ่ายนั้นชนะด้วย ปรากฎว่า "หาญยอดใจเพชร" ชนะพญาใสลือไท จึงต้องยกทัพกลับ


เพ็ดยศ หนุ่มชาวเชียงใหม่ ที่รวบรวมคนหนุ่มราว 200 คน เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ไล่ล่าตัดหัวทหารสุโขทัยที่ออกมาหาหญ้าให้ช้างม้า ถวายพญาสามฝั่งแกนทุกวัน จึงได้ตำแหน่ง "พญาเด็กชาย" พร้อมกับตำแหน่งอื่นๆที่ตั้งขึ้นใหม่สมัยนั้น คือ 1)พญาเด็กชาย 2) พญาแสนหลวง 3)พญาสามล้าน 4) พญาจ่าบ้าน


ตอนที่ 5
 ; พระเจ้าติโลกราช ปราบดาภิเษก


หลังเสร็จศึกสุโขทัย&พะเยา เมืองเชียงใหม่ก็มิได้สงบ มีศึกติดพันกับจีนมณฑลยูนาน เรื่อยมาหลายปี


พ.ศ.1977 ฟ้าผ่าเจดีย์วัดป่าญะ เมืองเชียงราย ปรากฏพระแก้วมรกต


พ.ศ.1979 พญาสามฝั่งแกน อัญเชิญพระแก้วมรกตประดิษฐานเมืองเชียงใหม่ แต่ช้างทรง ฝืนบังคับไม่มาเมืองเชี่ยงใหม่ จึงโปรดให้ประดิษฐาน ณ เวียงละกอน ซี่งหมื่นดังนครรั้งเมืองอยู่ ขณะนั้นอายุได้ 46 ปี

พ.ศ.1981 เจ้าสามพระยา แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดให้พระราเมศวร(พระบรมไตรโลกนารถ) ไปครองเมืองพิษณุโลกเพื่อรวมสุโขทัยและอยุธยาเป็นอาณาจักรเดียวกัน

          ฝ่ายเมืองเชียงใหม่ การเมืองภายใน ก็ไม่สงบเกิดการแตกแยก ในหมู่ขุนนางอำมาตย์ แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ยกเจ้านายของตน คือเจ้าชายทั้งสิบพระองค์เป็นหัวหน้าก๊ก

พ.ศ.1985 "สามเด็กย้อย" ขุนนางผู้หนึ่ง ยก "ท้าวลก" เจ้าชายองค์ที่ 6 ปราบดาภิเษกเป็น "พระเจ้าติโลกราช"   เนรเทศพญาสามฝั่งแกนกษัตริย์องค์เดิม ไปเมืองสาด(พม่า) หมื่นด้งนคร มีศักดิ์เป็นพระเจ้าอา โปรดให้ครองเมืองละกอนดังเดิม

เมืองสาดในปัจจุบัน
ที่มาของภาพ ; 

          ต่อมา "สามเด็กย้อย" คิดกบฏ จึงโปรดให้ "หมื่นด้งนคร" ยกทัพจากเมืองละกอน มาจับตัว"สามเด็กย้อย" ลดบรรดาศักดิ์จาก "แสนขาน" เป็น "หมื่นทวน" แล้วเนรเทศให้ไปครองเมืองเชียงแสน  

อ่านเรื่องพระเจ้าติโลกราชเพิ่มเติม ; 
http://kankondee.blogspot.com/2011/12/blog-post.html

        



ตอนที่ 6 ; ศึกอยุธยา(เจ้าสามพระยา)

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

9 วัด ศิริมงคลเมืองเชียงใหม่

ชาวเชียงใหม่นิยมไหว้พระ 9 วัด ในวันสำคัญ เช่น วันเกิด วันรับตำแหน่งใหม่  ฯลฯ เรียงลำดับดังนี้.- (ห้ามข้ามวัด)



1. วัดดับภัย
2. วัดลอยเคราะห์
3. วัดดวงดี
4. วัดชัยพระเกียรติ
5. วัดเชียงมั่น


6. วัดชัยมงคล


7. วัดหม้อคำตวง
                  

                ตั้งอยู่บนถนนรอบคูเมืองด้านใน เลยบริเวณประตูช้างเผือก(ประตูด้านทิศเหนือ) ไปประมาณ 100 เมตร ระหว่าง ถนนศรีภูมิซอย 5 และ ซอย 6 สร้างโดยหมื่นคำตวงซึ่งเป็นอำมาตย์ในรัชสมัย"พญากือนา"  เมื่อปี พ.ศ.2019      เป็นวัดขนาดเล็ก แต่สิ่งที่น่าสนใจของวัดคือ กำแพงวัดที่ประดับแวววาวไปด้วยชิ้นกระจก , ซุ้มพระธาตุตวงเงินตวงทอง ,พระเจ้าทันใจ ,พระอุโปสถที่สวยงาม และพระเจดีย์ นอกจากนี้ยังมีชื่อที่เป็นมงคล เป็นหนึ่งในเก้าวัดที่คนเชียงใหม่นิยมมาทำบุญ
                 ภายในวัดหม้อคำตวงยังเป็นที่ตั้งของ "สมาคมโหราศาสตร์ภาคเหนือ" ด้วย


ป้ายหน้าวัด"หม้อคำตวง" ที่เห็นด้านหลังป้าย "โรงแรม 450" คือประตูช้างเผือก



ซุ้มพระธาตุตวงเงิน ตวงทอง ภายในวัดหม้อคำตวง








8. วัดหมื่นเงินกอง
9. วัดหมื่นล้าน 









วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา

วัดมหาธาตุ พระนครศรีอยุธยา
3 มกราคม 2555






ธรรมชาติรังสรรค์ เศียรพระพุทธรูปหินทรายในต้นไม้ที่โด่งดังไปทั่วโลก






บริเวณทางเข้าชมวัดมหาธาตุ อยุธยา

                   วัดมหาธาตุ เป็นวัดโบราณตั้งอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่มีความสำคัญในสมัยอยุธยาเพราะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และ เป็นที่พำนักของ สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายคามวาสี   พระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระสังฆราชหลายๆ พระองค์ในสมัยนั้น นอกจากนี้ก่อนเสียกรุง ยังเป็นที่เก็บพระศพของสมเด็จพระสังฆราชถึงสองพระองค์ ซึ่งไม่สามารถทำพิธีพระศพได้เนื่องจากอยู่ระหว่างศึกประชิดเมือง
                            จากหนังสือพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ และ ฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) ฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกไว้ว่า วัดมหาธาตุนี้ สร้างในรัชสมัยขุนหลวงพะงั่ว(รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงศรีอยุธยา) ปี พ.ศ.1917 และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในรัชสมัยพระราเมศวร(รัชกาลที่ 2 - 5 แห่งกรุงศรีอยุธยา-ครองราชย์สองวาระ)
                           จุดสนใจของนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนวัดมหาธาตุ คือ เศียรพระพุทธรูปในต้นไม้ หน้าวิหารเล็ก ที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้อย่างงดงามลงตัว


                             
                             สันนิษฐานว่า เศียรพระพุทธรูปหินทรายองค์นี้ คงถูกตัดหรือหักพังคราวเสียกรุง เมื่อ พ.ศ.2310 แล้วหล่นลงมาที่โคนต้นไม้ หรือ ถูกนำมาวางไว้ จนกาลเวลาผ่านไปรากไม้จึงห่อหุ้มเศียรพระพุทธรูปดังที่เห็น 
                               วัดมหาธาตุเองก็ถูกเผาทำลายและถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่เสียกรุงคราวนั้น และถูกลักลอบขุดค้นหาสมบัติตลอดมา ต่อมา การเสาะหาสะสมพระเครื่องเป็นที่นิยม โบราณสถานในวัดมหาธาตุจึงถูกลักลอบขุดค้นทำลายเสียหายมากมาย โดยมีนักขุดพระตัวฉกาจชื่อ นายพร้อม เล่ากันว่า นายพร้อมมีลายแทงกรุสมบัติตามโบราณสถานในกรุงศรีอยุธยาหลายแห่ง จึงทำลายขุดค้นแล้วนำมาขายให้เจ็กยี่  สุดท้ายนายพร้อมก็หนีกรรมเวรไม่พ้น ถูกกำแพงที่วัดมหาธาตุพังทับเสียชีวิตในปี พ.ศ.2499


กำแพงวัดมหาธาตุ อยุธยา



                                พระเครื่องกรุวัดมหาธาตุ หรือ กรุพะงั่ว ที่นิยมเสาะหากันในวงการพระเครื่องได้แก่ พระนาคปรก พระอู่ทองคางเครา พระปรุหนัง  พระอู่ทองพิมพ์ต่างๆ  โดยพระเครื่องชุดนี้สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.1917 ในรัชสมัย พระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) กษัตริย์รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงศรีอยุธยา(ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1913 - พ.ศ.1931 รวม 18 ปี) 


พระนาคปรกกรุพะงั่ว วัดมหาธาตุอยุธยา
ที่มา ; เว็บร้านกรุงเก่าพระเครื่อง http://www.thaprachan.com/shop_detail.php?shop_id=168&product_id=345070&c=1

พระปรุหนังกรุพะงั่ว วัดมหาธาตุอยุธยา



พระอู่ทอง กรุวัดมหาธาตุ อยุธยา


                            ความสำคัญของวัดมหาธาตุเกี่ยวกับวงการพระเครื่องอีกเรื่องที่ควรทราบ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ รัชกาลปัจจุบันได้นำมวลสารจากโบราณสถานแห่งนี้เป็นส่วนประกอบในการสร้าง "พระสมเด็จจิตรลดา" ด้วย


พระสมเด็จจิตรลดา
ที่มา . เว็บท่าพระจันทร์ http://www.thaprachan.com/shop_detail.php?shop_id=2112&product_id=355637&c=1

                            พ.ศ.2499 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กรมศิลปากรเข้ามาบูรณะขุดแต่งวัดมหาธาตุ การลักลอบขุดหาสมบัติและพระเครื่องจึงยุติลง
                            การบูรณะขุดค้นโดยกรมศิลปากร ขุดพบภาชนะทองคำจำนวนมาก และยังพบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ในซากปรักหักพังของพระปรางค์องค์ใหญ่
                           ผอบองค์นี้ขนาดใหญ่มาก กว้างประมาณ 30 ซ.ม. สูงราว 1 เมตร  เมื่อคณะกรรมการขุดค้น เปิดออกพบทองคำรูปพรรณต่างๆ บรรจุอยู่จนพูน ด้านในมีผอบขนาดลดหลั่นกันไปซ้อนกันอยู่ 7 ชั้น ชั้นในสุดเป็นตลับทองคำ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ในน้ำมันจันทน์
                          บริเวณโดยรอบที่พบผอบ บรรจุพระพุทธรูปปางต่างๆมากมาย มีทั้งเนื้อสำริด เนื้อชิน และแผ่นทองคำปั้มนูน แผ่นทองคำบางองค์สูงถึง 48 ซ,ม,
                          ที่พระปรางค์องค์เล็ก โดยรอบกำแพงแก้วทั้งสี่มุม ก็ขุดพบผอบบรรจุพระธาตุของพระสาวกตลอดจน ภาชนะทองคำ และพระพุทธรูปอีกมากมาย  หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวต่อเนื่องกันหลายวัน จึงเป็นที่เลื่องลือว่าวัดต่างๆในอยุธยามีกรุสมบัติอีกมากมาย จึงเกิดการลักลอบขุดค้นโบราณสถานเป็นวงกว้างอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2500    ทำให้กรมศิลปากรต้องเร่งขุดค้นเพื่อนำสมบัติของชาติมาเก็บรักษาไว้มิให้สูญหายไป
                           นอกจากนี้ยังขุดคันพบ จารึกลานเงิน และ จารึกลานดีบุก ซึ่งข้อความระบุถึงการสร้างพระเครื่องเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา และขอให้ผู้สร้างไปเกิดในสวรรค์ หรือ ตระกูลที่ดี ด้วย


จารึกแผ่นเงิน

จารึกแผ่นดีบุก






พระปรางค์องค์ใหญ่วัดมหาธาตุอยุธยา


พระปรางค์องค์ใหญ่วัดมหาธาตุอยุธยา
                            เป็นโบราณสถานสำคัญของวัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตก สันนิษฐานว่าสร้างระหว่างรัชสมัยขุนหลวงพะงั่ว ต่อเนื่อง พระราเมศวรหรือ  ราว 600 ปี มาแล้ว เป็นสถานที่ขุดค้นพบกรุสมบัติ อาทิ ผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระทองคำ และสิ่งมีค่าอื่นๆ อีกจำนวนมาก 
                            ลักษณะที่ปรากฎในปัจจุบัน พระปรางค์องค์ใหญ่ยอดหักพังเหลือแต่ฐานประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยกำแพงคต แต่ละมุมมีพระปรางค์องค์เล็กประดิษฐานอยู่ที้งสี่มุน  มีคำบรรยายถึงลักษณะพระปรางค์องค์ใหญ่ก่อนพังทลายไว้ว่า...
                            " มียอดนพศูลหุ้มทองสูง 6 เมตร มีบันไดขึ้นไปถึงซุ้มองค์พระฐาน พนักบันไดทั้งสองข้างปั้นเป็นนาคราชตัวโตเท่าลำตาลเลื้อยลงมา ศรีษะแผ่พานที่เชิงบันได ตรงชั้นบัลลังก์ทั้งสี่มุมมีรูปปั้นประดับ.... มีคตรอบพระปรางค์ ภายในคตตั้งพระพุทธรูปศิลาเรียงราย"


พระพุทธรูปหินทราย(ศิลา)ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกของพระปรางค์
                              
                             นอกจากนี้ยังมีจดหมายเหตุของราชฑูตลังกาซึ่่งเดินทางมากรุงศรีอยุธยาในรัชสมัย พระเจ้าบรมโกศ บันทึกไว้ว่า
                              " มีรูปปั้นสัตว์ ได้แก่ ราชสีห์ หมี หงษ์ นกยูง กินนร มังกร ฯลฯ เรียบรายรอบพระปรางค์ "
ภาพวัดมหาธาตุถ่ายไว้เมื่อคราว ร.5 เสด็จพระราชวังหลวง ปรากฎพระปรางค์องค์ใหญ่ยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์
       
                               พระปรางค์องค์ใหญ่ได้พังทลายและบูรณะมาหลายครั้ง
พ.ศ.2176   บูรณครั้งที่ 1     ในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง
พ.ศ.2271 - 2301 บูรณะครั้งที่ 2   ในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ
พ.ศ.2310   ขณะทัพพม่าล้อมกรุงอยู่ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ ก่อนเสียกรุงในปีเดียวกัน
พ.ศ. 2450   พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)เสด็จพระราชพิธีที่วังหลวง กรุงศรีอยุธยา มีภาพถ่ายปรากฎพระปรางค์องค์ใหญ่ยังอยู่ปกติดี
พ.ศ. 2447    ในสมัย รัชกาลที่ 5 ได้พังทลายอีกคราว คงเหลือเท่าที่เห็นในปัจจุบัน ดังปรากฎหลักฐานในหอจดหมายเหตุแห่งชาติเรื่อง "พระปรางค์วัดมหาธาตุกรุงเท่าหักพัง" (เอกสารกระทรวงศึกษาธิการ รัชกาลที่ 5 ร.ถ ศ.5/20) ระบุว่า "พระปรางค์องค์นี้ทลายลงมาในเวลาห้าโมงเช้า ของวันที่ 25 พฤษภาคม ร.ศ.123 (พ.ศ.2447) และคงถูกทิ้งไว้ในสภาพเช่นนั้นมาจนบัดนี้" 
**** หลักฐานในส่วนนี้น่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดพลาด ระหว่าง ปี พ.ศ.2450 ที่ระบุว่าเป็นที่ที่ถ่ายภาพพระปรางค์ยังมีสภาพสมบูรณ์ และหลักฐาน ปี ร.ศ.123(พ.ศ.2447) ที่ระบุว่าเป็นปีที่พระปรางค์ทลายลงมา แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าหลักฐานตามภาพถ่ายถูกต้องและเชื่อว่าพระปรางค์ทลายลงหลังปี พ.ศ.2450 ในรัชกาลที่ 6 **** 


พระปรางค์องค์ใหญ่ วัดมหาธาตุอยุธยา

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้พิชิตของเมืองเชียงใหม่


พระสถูปเจดีย์พระเจ้าติโลกราช ณ วัดเจ็ดยอด เชียงใหม่


พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้พิชิตของเมืองเชียงใหม่ ผู้ได้รับพระราชทานนามจากจักรพรรดิเมืองจีนว่า “ราชาแห่งตะวันตกแห่งราชวงศ์หมิง”
พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์เชียงใหม่พระองค์เดียวที่ยกทัพลงมาตีถึงเมืองพิษณุโลกจนกษัตริย์อยุธยาต้องเสด็จหนีกลางดึก  ยกทัพไปรบทั่วทุกทิศ ทั้งในลาว พม่า เวียดนาม และจีน จนได้รับการสถาปนาจากจักรพรรดิราชวงศ์หมิง ให้เป็น ราชาแห่งตะวันตก เป็นใหญ่รองจากจักรพรรดิเมืองจีน
พระเจ้าติโลกราช เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสามฝั่งแกน กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ ประสูติเมื่อ พ.ศ.1952 เดิมชื่อ”ท้าวลก” เมื่อเติบใหญ่พระราชบิดาโปรดให้เสด็จไปครองเมืองเล็กๆ กลางหุบเขาขึ้นไปทางตอนเหนือของเมืองเชียงใหม่ ราว 100 กม. ชื่อเมืองพร้าว หรือ อำเภอพร้าวในปัจจุบัน ต่อมาเกิดสงคราม ทัพของพระองค์ยกไปช่วยทัพของพระราชบิดาไม่ทัน จึงต้องพระราชอาญาเนรเทศไปครองเมืองยวมใต้ หรือ อำเภอแม่สะเรียง ในปัจจุบัน
ต่อมา “สามเด็กย้อย” อำมาตย์ของเมืองเชียงใหม่คิดกบฏแต่ไม่สามารถก่อการโดยลำพังได้ จึงคิดอาศัยเชื้อพระวงศ์ โดยอัญเชิญ ท้าวลก มาซ่อนตัวในเมืองเชียงใหม่ เป็นข้ออ้างเกลี้ยกล่อมผู้คนให้มาเข้าเป็นพวก ซ่องสุมกำลังรอเวลาอันควร
จวบจน พระเจ้าสามฝั่งแกน เสด็จไปประทับพักผ่อน ณ เวียงเจ็ดลิน เชิงดอยสุเทพ ซึ่งตั้งอยู่ในสวนสัตว์เชียงใหม่ในปัจจุบัน “สามเด็กย้อย” จึงนำกำลังเข้าเผาเวียงเจ็ดลิน และยึดเมืองเชียงใหม่และอัญเชิญ ท้าวลก ขึ้นเสวยราชสมบัติโดยหมายกุมอำนาจอยู่หลังราชบัลลังก์  โดยสถาปนา เป็น “พระเจ้าติโลกราช” กษัตริย์องค์ที่ 9 ของราชวงศ์มังราย เชียงใหม่ ขณะมีพระชนมายุ 32 พรรษา ส่วนพระราชบิดาโปรดให้ไปประทับ ณ เมืองสาด ประเทศพม่าในปัจจุบัน
แต่การไม่เป็นไปตาม “สามเด็กย้อย” คาดไว้ ไม่สามารถกุมอำนาจไว้กับตนเองได้ หลังจากนั้นอีก หนึ่งเดือนเศษ “สามเด็กย้อย” จึงก่อการกบฏเข้ายึดอำนาจ พระเจ้าติโลกราช แต่กระทำการไม่สำเร็จ พระเจ้าติโลกราชจึงโปรดให้ “หมื่นโลกนคร” พระเจ้าอาซึ่งครองเมืองลำปางนำตัวไปคุมขังไว้ เมื่อพ้นโทษจึงโปรดให้ไปครองเมืองเชียงแสน หรือ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน
หลังจากนั้นพระเจ้าติโลกราช ทรงโปรดให้ยกทัพไปปราบเจ้าเมืองฝาง (อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปัจจุบัน) แต่เจ้าเมืองฝางหลบหนีไปพึ่งเจ้าเมืองเทิง (อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน) พระองค์จึงยกทัพตามไปจับตัวเจ้าเมืองฝางประหารต่อหน้าพระพักตร์เจ้าเมืองเทิง เป็นเหตุให้เจ้าเมืองเทิง ไม่พอพระทัย จึงส่งพระราชสาสน์ไปยังเจ้าสามพระยา อยุธยา เร่งให้มาเอาเมืองเชียงใหม่ โดยอ้างว่าในเมืองเชียงใหม่เพิ่งสถาปนากษัตริย์พระองค์ใหม่ หัวเมืองต่างๆ ไม่ยอมอ่อนน้อมเกิดการจลาจลไปทั่ว จึงให้อยุธยายกทัพมาเอาเมืองเชียงใหม่เสียเถิด
พ.ศ.1985 เจ้าสามพระยา แห่งกรุงศรีอยุธยา จัดทัพอยุธยา ฝ่าดงแดนดอยมาล้อมเมืองเชียงใหม่ แต่ถูกกลศึกของพระเจ้าติโลกราชจนแตกพ่ายไป เจ้าเมืองเทิงจึงถูกจับตัดคอใส่แพหยวกกล้วย ลอยแม่น้ำปิง เป็นนัยว่าให้ล่องตามสายน้ำไปถึงเมืองอยุธยา
หลังจากนั้นก็มีราชสงครามโดยตลอด อาทิ ยกทัพไปปราบเมืองน่าน ยกทัพขับไล่ทัพเมืองหลวงพระบางที่มาตีเมืองน่าน ยกทัพไปปราบเมืองยองไทลื้อในประเทศพม่า ยกทัพไปปราบเมืองหลวงพระบาง – เมืองขรองหลวง – เมืองขรองน้อย ประเทศลาว ยกทัพไปปราบเมืองเชียงรุ่ง 12 ปันนา ประเทศจีน เมืองลอง เมืองตุ่น เมืองแช่ เมืองอิง เมืองนาย ไลค่า ล๊อกจ๊อก เชียงทอง เมืองปั่น หนองบอน ยองห้วย เมืองสู่ เมืองจีด เมืองจาง เมืองกิง จำคา เมืองพุย สีป้อ กวาดต้อนเชลยมาเป็นจำนวนมาก
ยกทัพไปตีเมืองหาง ประเทศพม่าในปัจจุบัน ระหว่างศึกทัพเวียดนาม ไพร่พล 40 หมื่น ตีหลวงพระบางแตก และเตรียมทัพเข้าตีเมืองน่าน จึงโปรดให้ยกทัพกลับมาช่วยเมืองน่าน และ เอาชนะทัพของเวียดนามได้
ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นทัพจักรพรรดิจีนเพิ่งรบแพ้ทัพเวียดนาม พระองค์จึงโปรดให้ตัดหัวแม่ทัพเวียดนามและคุมเชลยศึกเป็นจำนวนมาก จัดให้ราชฑูตนำไปถวายเป็นบรรณาการแก่จักรพรรดิจีน นัยว่าได้ช่วยแก้แค้นให้แล้ว ซึ่งในตอนแรกจักรพรรดิจีนไม่เชื่อว่ากองทัพเชียงใหม่อันน้อยนิดจะชนะทัพมหาศาลของจักรพรรดิแห่งเวียดนามได้ จึงโปรดให้สอบสวนจนทราบว่าเป็นความจริง จักรพรรดิจีน จึงโปรดให้
 " ท้าวล้านนาพระเจ้าติโลกราช มีเดชานุภาพทัดเทียมจักรพรรดิ และโปรดให้เป็น "ราชาผู้พิชิตแห่งทิศตะวันตก” ให้เป็นใหญ่รองจากพระมหาจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง มีอำนาจที่จะปราบปรามกษัตริย์น้อยใหญ่ที่ก่อการแข็งเมืองทุกประการ"  
พร้อมกับทรงส่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องประกอบเกียรติยศ กองทหารพร้อมเสนาบดีผู้ใหญ่ เดินทางมาประกอบพิธีที่เชียงใหม่อย่างยิ่งใหญ่อลังการ
หลังจากนั้น โปรดให้ยกทัพไปปราบเมืองชากังราว กำแพงเพชร เมืองชัยนาท เมืองสุโขทัย หลังจากนั้นเจ้าเมืองพิษณุโลกได้เข้ามาสวามิภักดิ์นำทหารกว่าหมื่นนายเข้าประจำในทัพเมืองเชียงใหม่
หลังจากนั้นพระบรมไตรโลกนารถ เห็นว่าศึกทางเหนือ คือ  เมืองเชียงใหม่เป็นที่น่าหนักพระทัยยิ่งนัก จึงย้ายราชธานีมาตั้งรับที่เมืองพิษณุโลก พระเจ้าติโลกราช จึงยกทัพไปล้อมเมืองพิณุโลก พระบรมไตรโลกนาถ กษัตริย์อยุธยา ต้องหลบหนีออกจากเมืองพิษณุโลกเวลาเที่ยงคืน ทางลำน้ำน่านกลับอยุธยา
เมืองพระเจ้าติโลกราชทรงทราบเรื่อง ก็พระพิโรธ รับสั่ง ให้"ควักลูกตา "ทหารทุกนายที่ซุ่มล้อม ณ พื้นที่ลำน้ำน่าน "หมื่นด้งนคร" แม่ทัพใหญ่ ต้องกราบบังคลทูลถวายรายงานว่า พระบรมไตรโลกนาถ ใช้ "กลศึก" ตีสัญญาณฆ้องกลอง ล่องเรือหนีมาตามลำน้ำน่านโดยให้จังหวะเคาะสัญญาณ เลียนแบบสัญญาณ ของ กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ ทุกประการ ประกอบกับเดือนมืด มองเห็นไม่ถนัด ทหารที่ซุ่มเฝ้าระวัง จึงไม่เฉลียวใจ ต่างคิดว่า เป็นเรือพระที่นั่งของพระเจ้าติโลกราช เสด็จ จึงไม่ยับยั้ง และข้าในฐานะแม่ทัพ ขอรับโทษแทนทหารชั้นผู้น้อยทั้งหมด หากจะควักลูกตาทหารผู้น้อย ก็ขอให้ควักลูกตาของข้าแต่เพียงผู้เดียว พระเจ้าติโลกราช จึงยอมพระราชทานอภัยโทษ
ต่อมาทรงใช้กลศึก ใช้สายลับอยุธยาที่ถูกจับได้ ให้ไปรายงานว่าเห็นกองทัพเชียงใหม่จะยกทัพไปทำศึกทางเหนือ จึงแจ้งให้อยุธยายกทัพมาชิงเอาเชียงใหม่ และทรงจัดทัพซุ่มโจมตีที่ดอยขุนตาล ตีกองทัพอยุธยาจนแตกพ่าย และไล่ติดตามตลอดทั้งคืนผ่านห้างฉัตร ลำปาง เด่นชัย จนถึงเขาพลึง (เขตระหว่าง แพร่กับอุตรดิตถ์) จึงเกิดการปะทะกัน เป็นเหตุให้พระอินทราชา พระราชโอรสในพระบรมไตรโลกนาถต้องปืนสิ้นพระชนม์
ต่อมาทรงโปรดให้ยกทัพไปตีเมืองพง ไทลื้อ ในมณฑลยูนาน ประเทศจีน ทางกรุงศรีอยุธยา จึงยกทัพมาตีเมืองแพร่ หัวเมืองของเชียงใหม่ หมื่นด้งนคร ผู้รักษาเมืองเชียงใหม่ จึงยกทัพไปช่วยเมืองแพร่ป้องกันเมือง ครั้นทัพพระเจ้าติโลกรา ตีเมืองพงได้แล้ว จึงยกทัพกลับมาช่วยเมืองแพร่ พระบรมไตรโลกนาถ ทราบข่าวจึงให้ยกทัพกลับ ทัพชียงใหม่ตามตีไม่ทัน จึงเข้าตีเมืองพิษณุโลก ตีเมืองปาง
เห็นว่าได้ว่า พระเจ้าบรมไตรโลกนารถ ทรงครั้นคร้ามหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกับ ทัพพระเจ้าติโลกราช เป็นอย่างยิ่ง โดยทรงถอยทัพหนีทัพเมืองเชียงใหม่ถึงสองคราว และเสด็จหนีออกจากเมืองพิษณุโลกอีกหนึ่งคราว

ต่อมา พระเจ้าบรมไตรโลกนารถ ใช้ไสยาศาสตร์ ส่งพระเถระพุกาม มายังเมืองเชียงใหม่ แล้วหลอกให้ตัดต้นไม้นิโครธ ไม้แห่ง "เดชเมือง" ซึ่งชาวเชียงใหม่สักการะบูชาที่แจ่งศรีภูมิ จนบ้านเมืองปั่นป่วน
กล่าวคือ ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด คือ พระเจ้าติโลกราช สั่งประหารท้าวบุญเรือง พระราชโอรสองค์เดียว ซึ่งถูกนางสนมชื่อ ท้าวหอมุก ใส่ความว่าจะชิงราชบัลลังก์ ภายหลังทราบว่าพระโอรสบริสุทธิ์ ก็ทรงเสียพระทัย อีกทั้งทรงกริ้วและหวาดระแวงว่าหมื่นด้งนคร ทหารเอก ที่ส่งให้ไปตั้งรับกองทัพอยุธยาที่ชายแดนเมืองเชลียง สุโขทัย จะแปรพักตร์ไปเข้าอยุธยา จึงเรียกตัวไปเชียงใหม่และถูกประหารชีวิต 
หมื่นด้งนคร เป็นทหารเอกสำคัญในการตั้งรับทัพอยุธยาที่ชายแดนเป็นที่ยำเกรงของทัพอยุธยา เมื่ออนิจกรรมแล้วก็ทำให้การศึกระหว่างเมืองเชียงใหม่ และ เมืองอยุธยาเปลี่ยนโฉมหน้าไป กล่าวคือ เมื่อหมื่นด้งนครถูกประหารแล้ว พระเจ้าติโลกราชโปรดให้หมื่นแคว่นผู้ครองเมืองแจ้ห่มลำปาง ไปครองเมืองสวรรคโลก ความยำเกรงต่อทัพเชียงใหม่จึงหมดไป ฝ่ายอยุธยาจึงโปรดให้พระยาสุโขทัยยกทัพเข้าตีเมืองสรรคโลก จนหมื่นแคว่นตายในที่รบ เมืองสุโขทัยจึงได้เมืองสวรรคโลกกลับคืน หลังจากเสียเมืองให้ไปอยู่ใต้การปกครองของเมืองเชียงใหม่ มายาวนาน 23 ปี อันเป็นต้นเรื่องของ " ลิลิตยวนพ่าย " เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ที่ตีเมืองเชลียง เมืองสวรรคโลก อดีตเมืองลูกหลวงของสุโขทัย กลับคืนมาได้
หลังจากนั้นกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็ย่างเข้าสู่วัยชรา จึงเลิกรบและเป็นไมตรีต่อกัน พระเจ้าติโลกราช เสด็จสวรรคตใน พ.ศ.2030 พระชนมายุได้ 78 พรรษาครองราชย์ 46 ปี ส่วนพระบรมไตรโลกนารถเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2031 ขณะพระชนมายุได้ 57 พรรษา ครองราชย์ 




พระเจ้าติโลกราชทรงเป็นนักรบที่พระปรีชาสามารถ แผ่ขยายอำนาจของเมืองเชียงใหม่ไปทั่วกว่า 57 หัวเมือง ด้านเหนือครอบคลุมพื้นที่ถึง มณฑลยูนาน ประเทศจีน  เมืองเชียงตุง เมืองยอง ประเทศพม่า ด้านตะวันตกถึงรัฐฉาน ประเทศพม่า ด้านตะวันออก ถึงเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ด้านทิศใต้ถึงเมืองศรีสัชนาลัย เมืองลูกหลวงของอยุธยา
นอกจากนี้ทรงยังได้รับการสถานปนาจากจักรพรรดิเมืองจีน ราชวงศ์หมิง ให้เป็น "ดาวหล้านนา" หรือ พระราชาแห่งตะวันตก มีพระเกียรติยศเป็นอันดับสองรองจากาจักรพรรดิจีน ดังปรากฎหลักฐานใน "หมิงสื่อลู่" เอกสารประจำรัชกาลของราชสำนักจีน และ ตรงกัน "ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับพม่า" ความว่า "ที่ใดก็ตามที่ปรากฎศัตรูขึ้นในแปดทิศของจักรพรรดิอุทิปวาผู้ปกครองทุกสิ่งภายใต้สวรรค์ ให้ท้าวล้านนาเจ้าฟ้าแห่งเมืองเชียงใหม่ มีอำนาจที่จะปราบปรามศัตรูนั้นได้...และให้มีพระราชสมญานามว่า ราชาผู้พิชิต ราชาแห่งทิศตะวันตก"
ด้านการศาสนา ในรัชสมัยของพระองค์มีการบูรณะต่อเติมเจดีย์วัดเจดีย์หลวง กว้างและใหญ่กว่าเดิม โดยด้านละ 35 วา สูง 45 วา มีการอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ในซุ้มพระเจดีย์ด้านทิศตะวันออก และมีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ มีการสร้างวัดเจ็ดยอด มีการสังคยานาพระไตรปิฎก เป็นครั้งที่ 8 ของโลกและถือเป็นคัมภีร์สำคัญของล้านนามาจนถึงปัจจุบัน